คณะผู้แทนไทยศึกษาแลกเปลี่ยนทางเลือกที่ปลอดนิวเคลียร์ในประเทศเยอรมนี

หมายเหตุ: บทความนี้ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในเยอรมนี วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ ๒๕๕๕ และเขียนเพื่อ ไฮนริค เบิลล์ ซึ่งเป็นมูลนิธิทางการเมืองที่ทำงานร่วมกับพรรคกรีนของเยอรมนี

วิกฤตินิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ ๒๕๕๔ ทำให้เกิดข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อของพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้งหนึ่ง และแสดงให้เห็นว่าแม้ในประเทศที่มีมาตราฐานสูงมากเช่นญี่ปุ่น อุบัติเหตุดังกล่าวก็สามารถเกิดขึ้นได้
หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นาน รัฐบาลเยอรมันได้ตัดสินใจกลับคำและหันหลังให้กับนโยบายที่จะขยายระยะเวลาการดำเนินงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมแรกของโลกที่ต้องการยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ลงภายในปีพ.ศ ๒๕๖๕ ขณะที่ในประเทศไทยแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงมีการพิจารณาอย่างเปิดเผยเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าตามด้วยถ่านหินและไฟฟ้าที่นำเข้าจากลาวและมาเลเซีย
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก แต่มีเพียงร้อยละ ๑.๖ ของการผลิตไฟฟ้าของประเทศเท่านั้นที่มาจากพลังงานหมุนเวียนซึ่งถือว่าน้อยมาก ตามมุมมองของนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนและจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ในกรุงเบอร์ลินและ สำนักงานภูมิภาคที่กรุงเทพฯ คณะผู้แทนไทยที่ติดตามเรื่องพลังงานหมุนเวียนและกฏหมายด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างใกล้ชิดได้เดินทางไปเยอรมนีเพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการพลังงานช่วงรอยต่อนี้ รวมทั้งความท้าทายที่จะเกิดขึ้น
Petra Zimmermann, ผู้ประสานงานโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ชี้แจงว่า “จุดมุ่งหมายของการศึกษาแลกเปลี่ยนครั้งนี้คือ เพื่อให้คณะผู้แทนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความท้าทายด้านพลังงานของเยอรมันและการดำเนินการในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านนี้โดยเฉพาะในด้านนโยบายและกฎหมายของประเทศ”
การศึกษาแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการประชุมพูดคุย ซักถามกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมสมาพันธ์พลังงานลม (Federal Association for Wind Energy) Greenpeace และ กลุ่มประชาชนคัดค้านนิวเคลียร์อัสเส (Citizens’ Group of Asse) และ กลุ่มผู้ประกอบการนิวเคลียร์เยอรมัน (German Atomic Forum)


การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นแรงผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเปลี่ยนแปลง “ตอนแรกดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองเป็นฝ่ายคิดริเริ่มก่อน-ซึ่งก้าวหน้ามากเลย” เป็นคำกล่าวของคุณรสนา โตสิตระกุล วุฒิสมาชิกไทยผู้ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมมายาวนานและพยายามที่จะผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนเข้าสู่วาระการเมือง “แต่ตอนนี้ ดิฉันเห็นแล้วว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่กดดันกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” ท่านส.ว.กล่าวเสริม
คุณ สันติสุข สืบสิริ นักเคลื่อนไหวอิสระอีกท่านหนึ่งและที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาหลายชุด ได้กล่าวเห็นพ้องกับท่าน ส.ว. ว่า “แรงกดดันจากภาคประชาชนของที่เยอรมนีเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกันกับผู้กำหนดนโยบายได้อย่างดีและในที่สุดก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้”
คุณบุญยืน ศิริธรรม หัวหน้าคณะกรรมการผู้ใช้ไฟจังหวัดราชบุรีเห็นด้วยกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน “เราไม่สามารถรอให้นักการเมืองผ่านร่างกฏหมายได้เพราะเราไม่มีพรรคกรีน หรือพรรคการเมืองสีเขียว แต่เราต้องการพลเมืองสีเขียวที่เราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันแนวทางด้านกฏหมายได้”
ผู้ร่วมเดินทางอีกท่านหนึ่ง วนัน เพิ่มพิบูลย์ จากมูลนิธิ ไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ จำได้ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคใต้ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งในอดีต แต่ยังไม่เพียงพอในระดับประเทศ อย่างไรก็ดี เธอเห็นว่าศักยภาพของแหล่งพลังงานทางเลือกของประเทศมีสูงมาก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ “สิ่งที่สำคัญก็คือ คนจำนวนมากต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายพลังงานของประเทศ”
อย่างไรก็ตาม เราต้องมีการคิดใหม่ทำใหม่ในสังคมไทย เป็นคำกล่าวของ นาวาโทบพิตร ทศเทพพิทักษ์ จากฝ่ายวิจัยและพัฒนาของกองทัพเรือ “ที่นี่ในเยอรมนี ประชาชนมีความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เด็ก ตัวอย่างเช่น เด็กๆในโรงเรียนได้เรียนรู้กิจกรรมต่างๆ เช่นการคัดแยกขยะ และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นก็ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตเลย ประเทศไทยก็ต้องพัฒนาและตามให้ทันด้วย”
และนอกจากนี้ เมื่อมองจากความพยายามที่ผ่านมาของประชาชนกลุ่มผู้บริโภคผู้ใช้ไฟหลักของประเทศ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภคได้เสริมว่า “เหล่านักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายจะต้องรับฟังและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้ไฟ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักของประเทศ ในการร่วมคิดและเสนอแนะต่อนโยบายในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เรื่องไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้บริโภคโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านพลังงานของประเทศด้วย”

ตัวอย่างแหล่งพลังงานท้องถิ่น
คณะผู้แทนไทยได้ไปเยี่ยมชม เมือง Dardesheim ซึ่งอยู่ในรัฐ Saxony-Anhalt ตอนกลางของเยอรมนี ซึ่งใช้ไฟฟ้าจากกังหันลม ๓๓ ตัวที่ผลิตจาก Windpark Druiberg ประชาชน ๑,๐๐๐ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีไฟฟ้าใช้จากกังหันลมซึ่งผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าที่คนที่นี่จะใช้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
คุณกรอุมา พงษ์น้อย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ของแหล่งผลิตพลังงานสำหรับชุมชนขนาดเล็กซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประเทศไทยและจะเป็นก้าวที่สำคัญต่อไปในอนาคต “เป้าหมายของเราคือ ชุมชนสามารถจัดหาพลังงานทางเลือกได้ด้วยตัวเองจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในท้องถิ่น และเป็นอิสระจากพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ล้วนนำเอาทรัพยากรที่มีในชุมชนของเรามาผลิตเป็นพลังงานทั้งสิ้น”
ประการหนึ่งที่ผู้แทนไทยทุกคนเป็นกังวลและได้ฝากให้กับรัฐบาลและกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆในเยอรมนีก็คือ หลังจากที่เยอรมนีประกาศหยุดใช้พลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีนี้อาจจะถูกส่งออกเพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในที่อื่นๆ แทน ประเทศไทยเพิ่งได้รับข้อเสนอหลายอย่างจากจีน นอร์เวย์ ฝรั่งเศส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลี จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยอรมนีจะไม่ส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์มายังประเทศไทย
ในท้ายที่สุด ความพยายามในการผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยก็หยุดชะงักลงและมีการชะลอการตัดสินใจออกไปอีก ๒-๓ ปี เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมา “เราหวังว่าท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยจะไม่ได้เดินหน้าเข้าไปสู่เส้นทางนิวเคลียร์” ส.ว. รสนา กล่าวทิ้งท้ายหลังการสิ้นสุดการศึกษาแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีในครั้งนี้

 

ศักดิ์สิทธิ์ ไสยสมบัติ (แปลโดย มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

All rights reserved

Add new comment